วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555
การปกครองตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน
การปกครองตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน
สภาพการปกครองของสุโขทัยแบ่งออกเป็นระยะที่สำคัญ ดังนี้
1. ระยะที่ 1 ยุคก่อนราชอาณาจักรสุโขทัย (ก่อนปี พ.ศ. 1761)
ในระยะก่อนปี พ.ศ. 1761 อำนาจของอาณาจักรเขมรรุ่งเรืองมากในดินแดนสุวรรณภูมิ โดยมีศูนย์กลางอำนาจทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่เมืองละโว้ (ลพบุรี) เขมรมีการปกครองแบบราชาธิปไตย กษัตริย์จะส่งขุนนางมาปกครองเมืองบริวาร โดยเมืองบริวารจะส่งส่วยเป็นบรรณาการให้แก่พระนครหลวง ขณะเดียวกันบางถิ่นอาจเป็นอิสระมีอำนาจปกครองตัวเองแบบนครรัฐ กลุ่มชนคงไม่ใหญ่โต ผู้ปกครองเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องจากกลุ่มชนให้เป็นผู้ปกครองบริเวณที่มีความสำคัญได้แก่ เมืองศรีเทพ บริเวณวัดจุฬามณี และบริเวณเมืองสุโขทัย และเมืองศรีสัชนาลัย
2. ระยะที่ 2 ยุคอาณาจักรสุโขทัยตอนต้น (พ.ศ. 1761-1921)
การปกครองในยุคนี้วางรากบานลงแบบการปกครองครัวเรือน จุดเริ่มต้นเริ่มที่ “พ่อครัว” ทำหน้าที่ปกครอง ครอบครัวหลาย ๆ ครอบครัวรวมกันเป็น “เรือน” หัวหน้าก็คือ “พ่อเรือน” หลาย ๆ เรือนรวมกันเป็นหมู่บ้านมีหัวหน้าเรียกว่า “พ่อบ้าน” หลาย ๆ หมู่บ้านรวมกันเรียกว่า “เมือง” หัวหน้าคือ “พ่อเมือง” และพ่อขุน คือผู้ปกครองประเทศ หรือผู้ปกครองทุกเมืองนั่นเอง
แม้ว่าอำนาจสูงสุดและเดขาดจะรวมอยู่ที่พ่อขุนเพียงคนเดียว แต่ด้วยการจำลองลักษณะครอบครัวมาใช้ในการปกครอง พ่อขุนปกครองประชาชนในลักษณะบิดาปกครองบุตร คือ ถือตนเองเป็นพ่อของราษฎร พ่อขุนเกือบทุกพระองค์ใช้อำนาจในลักษณะให้ความเมตตาและเสรีภาพแก่ราษฎรตามสมควร
อาณาเขตของสุโขทัย ในแผ่นดินสุโขทัยกว้างขวางใหญ่โตมาก
ศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวว่า “...มีเมืองกว้างช้างหลาย ปราบเบื้องตะวันออกรอดสระหลวง สองแคว ลุมบาจายสคาเท้าฝั่งของเถิงเวียงจันทน์ เวียงคำ เป็นที่แล้ว เบื้องหัวนอนรอดคนที พระบางแพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรีศรีธรรมราช ฝั่งทะเลเป็นทีแล้ว เบื้องตะวันตกรอดเมืองแอด เมืองหงสาวดีสมุทรหาเป็นแดน เบื้องตีนนอนรอดเมืองแพร่ เมืองมาน เมืองพลัว พ้นฝั่งของเมืองชาว...” นักประวัติศาสตร์ทั่วไปเชื่อว่า สุโขทัย เป็นราชธานีแห่งแรกของชาวไทยในแหลงอินโดจีนตอนกลาง และลักษณะการปกครองหัวเมืองในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. หัวเมืองชั้นใน ได้แก่ เมืองหน้าด่านหรือเมืองลูกหลวง ล้อมรอบราชธานี ทั้ง 4 ด้าน คือ ศรีสัชนาลัย (ด้านหน้า) สองแคว (ด้านตะวันออก) สระหลวง (ด้านใต้) และชากังราว (ด้านตะวันตก) การปกครองหัวเมืองชั้นในนั้นขึ้นอยู่กับสุโขทัยโดยตรง
2. หัวเมืองชั้นนอก ได้แก่ เมืองท้าวพระยามหานคร ที่มีผู้ดูแลโดยตรงแต่ขึ้นอยู่กับสุโขทัย ในรูปลักษณะของการสวามิภักดิ์ในฐานะเป็นเมืองขึ้นหรือเมืองออก หัวเมืองชั้นนอกมี แพรก อู่ทอง ราชบุรี ตะนาวศรี แพร่ หล่มสัก เพชรบูรณ์ และศรีเทพ
3. เมืองประเทศราช ได้แก่เมืองที่เป็นชาวต่างภาษา มีกษัตริย์ปกครองขึ้นกับสุโขทัย ในฐานะประเทศราช มีนครศรีธรรมราช มะละกา ยะโฮร์ ทะวาย เมาะตะมะ หงสาวดี น่าน เซ่า เวียงจันทน์ และเวียงคำ
3. ระยะที่ 3 ยุคอาณาจักรสุโขทัยตอนหลาย (พ.ศ. 1921-1981)
ในปี พ.ศ. 1921 ซึ่งตรงกับสมัยของพระมหาธรรมราชาที่ 2 ของพาราจักรสุโขทัย ได้ยอมอยู่ใต้อำนาจการปกครองของอยุธยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรบทีเมืองชากังราวที่กระมหาธรรมราชาออกถวายบังคมต่อพระบรมราชาธิราชที่ 1 แห่งอาณาจักรอยุธยาการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นครั้งนี้ที่สำคัญ คือ การที่อยุธยาพยายามทำลายศูนย์กลางของอาณาจักรสุโขทัย คือ แบ่งแยกอาณาจักสุโขทัยเป็น 2 ส่วน คือ
1. บริเวณลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน ให้มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองสองแคว ให้กษัตริย์ของสุโขทัยปกครองต่อไป และอยู่ในอำนาจของอยุธยาในฐานะประเทศราช
2. บริเวณลุ่มแม่น้ำปิง ให้มีศูนย์กลางที่เมืองชากังราว และขึ้นตรงต่ออยุธยาขณะเดียวกันอยุธยาก็พยายามผนวกอาณาจักรสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยา และประสบความสำเร็จในสมัยพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) สำหรับลักษณะการปกครองที่ปรากฏในระยะนี้ เป็นแบบผสมระหว่างสุโขทัย และรับอิทธิพลการปกครองแบบราชาธิปไตยของอยุธยาเข้าไปด้วย ในระยะนี้นับว่าเมืองสองแควมีความสำคัญที่สุดขณะเดียวกันเมืองสุโขทัยเก่าก็ค่อย ๆ ลดความสำคัญลง
4. ระยะที่ 4 ยุคกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 1981-2537)
ในยุคนี้แนวความคิดเกี่ยวกับกษัตริย์เปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ ซึ่งพวกเขมรเป็นผู้นำมาโดยถือว่ากษัตริย์เป็นผู้ได้รับอำนาจจากสวรรค์ หรือเป็นพระเจ้าบนมนุษย์โลก ลักษณะการปกครองจึงเป็นแบบนายปกครองบ่าว หรือเจ้าปกครองข้า
ในสมัยพระบรมรามาธิบดีที่ 1 ทรงวางระบบการปกครองส่วนกลางแบบ “จตุสดมภ์” ตามแบบของขอม มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครองสูงสุด และมีเสนาบดี 4 คน คือ ขุนเมือง ขุนวัง ขุนคลัง และขุนนา เป็นผู้ช่วยดำเนินการมีหน้าที่ดังนี้...
1. เมือง รับผิดชอบด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและปราบปรามโจรผู้ร้าย
2. วัง มีหน้าที่เกี่ยวกับราชสำนักและตัดสินคดีความต่าง ๆ
3. คลัง มีหน้าที่เกี่ยวกับด้านคลัง การค่าและภาษีอากรประเภทต่าง ๆ
4. นา มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับด้านการเกษตร
สำหรับการปกครองส่วนภูมิภาคหรือหัวเมืองต่าง ๆ ในระยะแรกพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงเลียนแบบการปกครองของสุโขทัย คือ มีหัวเมืองชันใน ชั้นนอก และหัวเมืองประเทศราช แต่ต่อมาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ทำการปฏิรูปการปกครองหัวเมือง ให้มีลักษณะการรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง คือ เมืองหลวงมากขึ้น โดยขยายอาณาเขตให้หัวเมืองชั้นในกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม หัวเมืองชั้นนอกกำหนดเป็นหัวเมืองชั้นเอก โท ตรี ตามลำดับตามขนาดและความสำคัญของเมือง โดยทางส่วนกลางจะส่งขุนนาง หรือพระราชวงศ์ไปทำการปกครองแต่สำหรับเมืองประเทศราช ยังปล่อยให้มีอิสระในการปกครองเช่นเดิม นอกจากนี้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ทรงปรับปรุงระบบบริหารขึ้นใหม่ โดยแยกการบริหารออกเป็นฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือน บริหารกิจการเกี่ยวกับเมือง วัง คลัง และนา และมีสมุหกลาโหมรับผิดขอบด้านการทหารและการป้องกันประเทศ แต่ภายหลังในสมัยสมเด็จพระเพทราชา ราว พ.ศ. 2234 ทั้งสมุหนายกและสมุหกลาโหมต้องทำงานทั้งด้านทหารและพลเรือนพร้อมกัน โดยสมุหกลาโหมปกครองทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารในหัวเมืองด้านใต้ และสมุหนายก ปกครองทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารในหัวเมืองด้านเหนือ
ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถเป็นต้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 1981-2437) ฐานะของเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรสุโขทัย เดิมต้องเปลี่ยนแปลงไปตามขนาดและความสำคัญของเมือง คือ
1. หัวเมืองชั้นนอก ได้แก่ เมืองสองแคว
2. หัวเมืองชั้นโท ได้แก่ เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองชากังราว และเมืองเพชรบูรณ์
3. หัวเมืองชั้นตรี ได้แก่ เมืองพิชัย เมืองสระหลวง (พิจิตร) เมืองพระบาง (นครสวรรค์)
5. ระยะที่ 5 ยุคการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล (พ.ศ. 2437-2476)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยได้ทรงยกเลิกตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี 2 ตำแหน่ง คือ สมุหนายก และสมุหกลาโหม รวมทั้งจตุสดมภ์ด้วย ได้จัดระเบียบบริหารราชการออกเป็นกระทรวง ตามแบบอารยประเทศ และให้มีเสนาบดีเป็นผู้ว่าการแต่ละกระทรวง กระทรวงที่ตั้งขึ้นมีทั้งหมด 12 กระทรวง
หลังจากจัดหน่วยบริหารส่วนกลาง โดยมีกระทรวงมหาดไทยในฐานะเป็นส่วนราชการที่เป็นศูนย์กลางอำนวยการปกครองประเทศและคุมหัวเมืองทั่วประเทศแล้วการจัดระเบียบการปกครองต่อมาก็จัดตั้งหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค ซึ่งมีสภาพและฐานะเป็นตัวแทนหรือหน่วยงานประจำท้องที่ของกระทรวงมหาดไทยขึ้น อันได้แก่ การจัดการปกครองแบบเทศาภิบาล ซึ่งถือได้ว่าเป็นระบบการปกครองอันสำคัญยิ่ง ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนำมาใช้ปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาค ในสมัยนั้นการปกครองแบบเทศาภิบาล เป็นการปกครองส่วนภูมิภาคชนิดหนึ่ง ที่ส่วนกลางจัดส่งข้าราชการส่วนกลางออกไปบริหารราชการในท้องที่ต่างๆ โดยได้แบ่งการปกครองประเทศ เป็นขนาดลดหลั่นกันเป็นขั้นอันดับไป คือ เป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครองถัดจากมณฑล คือเมือง (สมัยรัชกาลที่ 6 เรียกว่าจังหวัด) มีเจ้าเมือง (ผู้ว่าราชการจังหวัด) เป็นผู้ปกครองเมืองแบ่งออกเป็นอำเภอ มีนายอำเภอเป็นผู้ปกครอง ทั้งสามส่วนนี้ปกครองโดยข้าราชการที่ได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทย อำเภอนั้นแบ่งออกเป็นตำบล มีกำนัน ซึ่งเป็นผู้ที่ผู้ใหญ่บ้านเลือกเป็นผู้ปกครองตำบล แบ่งออกเป็นหมู่บ้าน มีผู้ใหญ่บ้านซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในหมู่บ้านเป็นผู้ปกครอง
ในปี พ.ศ. 2437 เป็นปีแรกที่ได้วางแผนงานจัดระเบียบการบริหารมณฑลแบบใหม่เสร็จ กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้น 3 มณฑล คือ มณฑลปราจีนบุรี มณฑลนครราชสีมา มณฑลพิษณุโลก (เมืองที่อยู่ในมณฑลนี้ได้แก่ เมืองพิจิตร เมืองพิชัย เมืองสวรรคโลก) และทรงโปรดเกล้าฯ ให้โอนหัวเมืองทั้งปวงซึ่งเยขึ้นกับกระทรวงกลาโหมและกระทรวงต่างประเทศมาขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเดียว จึงได้รวมหัวเมืองจัดเป็นมณฑลราชบุรีขึ้นอีกมณฑลหนึ่ง
พ.ศ. 2438 ได้รวมหัวเมืองจัดเป็นมณฑลขึ้นอีก 2 มณฑล คือ มณฑลนครชัยศรี มณฑลนครสวรรค์ และมณฑลกรุงเก่า และได้แก้ไขระเบียบการจัดมณฑลฝ่ายทะเลตะวันตก คือ ตั้งเป็นมณฑลภูเก็ต ให้เข้ารูปลักษณะของมณฑลเทศาภิบาลอีกมณฑลหนึ่ง
พ.ศ. 2493 ได้รวมหัวเมืองมณฑลเทศาภิบาลขึ้นอีก 2 มณฑล คือ มณฑลนครศรีธรรมราชและมณฑลชุมพร
พ.ศ. 2440 ได้รวมหัวเมืองมะลายูตะวันออกเป็นมณฑลไทรบุรี และในปีเดียวกันได้ตั้งมณฑลเพชรบูรณ์ขึ้นอีกมณฑลหนึ่ง
พ.ศ. 2443 ได้เปลี่ยนแปลงสภาพของมณฑลเก่า ๆ ที่เหลืออยู่อีก 3 มณฑล คือ มณฑลพายัพ มณฑลอุดร และมณฑลอีสาน ให้เป็นมณฑลเทศาภิบาล
พ.ศ. 2447 ยุบมณฑลเพชรบูรณ์ เพราะเห็นว่าสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
พ.ศ. 2449 จัดตั้งมณฑลปัตตานี และมณฑลจันทบุรี (มีเมืองจันทบุรี ระยอง และตราด)
พ.ศ. 2450 ตั้งมณฑลเพชรบูรณ์ ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
พ.ศ. 2455 ได้แยกมณฑลอีสานออกเป็น 2 มณฑล มีชื่อใหม่ว่า มณฑลอุบลและมณฑลร้อยเอ็ด
พ.ศ. 2458 จัดตั้งมณฑลมหาราษฎร์ขึ้น โดยแยกออกจากมณฑลพายัพ
6. ระยะที่ 6 ยุคหลัง พ.ศ. 2475
การปรับปรุงระเบียบการปกครองหัวเมืองเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศมาเป็นระบบประชาธิปไตยนั้นปรากฏตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 จัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัดและอำเภอจังหวัดมีฐานะเป็นหน่วยบริหารราชการแผ่นดิน มีข้าหลวงประจำจังหวัดและกรมการจังหวัดเป็นผู้บริการ เมื่อก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองนอกจากจะแบ่งเขตการปกครองออกเป็นจังหวัดและอำเภอแล้ว ยังแบ่งเขตการปกครองออกเป็นมณฑลด้วย เมื่อได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 จึงได้ยกเลิกมณฑลเสีย เหตุที่ยกเลิกเนื่องจาก
1. การคมนาคม สื่อสาร สะดวกรวดเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อน สามารถที่จะสั่งการตรวจตราสอดส่องได้ทั่วถึง
2. เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายของประเทศให้น้อยลง
3. เห็นว่าหน่วยมณฑลซ้อนกับหน่วยจังหวัด จังหวัดรายงานกิจการต่อมณฑล มณฑลรายงานต่อกระทรวงเป็นการชักช้าโดยไม่จำเป็น
4. รัฐบาลในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ๆ มีนโยบายที่จะให้อำนาจแก่ส่วนภูมิภาคยิ่งขั้น และการที่ยุบมณฑลก็เพื่อให้จังหวัดมีอำนาจนั่นเอง
5. ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอีกฉบับหนึ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับจังหวัด มีหลักการเปลี่ยนไปจากเดิม ดังนี้
5.1 จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลแต่จังหวัดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 หามีฐานะเป็นนิติบุคคลไม่
5.2 อำนาจบริหารในจังหวัดซึ่งแต่เดิมตกอยู่แก่คณะบุคคล ได้แก่ คณะกรมการจังหวัดนั้น ได้เปลี่ยนแปลงมใอยู่กับบุคคลคนเดียว คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด
5.3 ในฐานะของกรมการจังหวัด ซึ่งเดิมเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ในจังหวัด ได้กลายเป็นคณะเจ้าหน้าที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด
ต่อมา ได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 โดยจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัด และอำเภอ
กล่าวโดยสรุปการปกครองส่วนภูมิภาค อาศัยกฎหมาย 2 ฉบับ เป็นแม่บท คือพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 และประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2519 ซึ่งกำหนดรูปแบบของหน่วยบริหารขอบเขตอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บริหารในระดับต่าง ๆ
7. ระยะที่ 7 ยุคปัจจุบัน
ได้มีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน การปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนี้
1. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ได้จัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
2. พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ได้กำหนดให้รูปแบบการปกครองตำบลเป็นนิติบุคคล มีผู้แทนประชาชนจากหมู่บ้านต่าง ๆ ประกอบเป็นสภาตำบล ทำหน้าที่บริหารงานของตำบล ส่วนตำบลที่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดได้ยกฐานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรียกว่า องค์การบริหารส่วนตำบล มีฐานะเป็นนิติบุคคล จากผลของกฎหมายฉบับดังกล่าว ทำให้จังหวัดสุโขทัยมีองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 77 แห่ง โดยได้จัดตั้งดังนี้
1. ปี พ.ศ. 2538 จำนวน 1 แห่ง
2. ปี พ.ศ. 2539 จำนวน 45 แห่ง
3. ปี พ.ศ. 2540 จำนวน 31 แห่ง
4. ปี พ.ศ. 2541 มีสภาตำบลจำนวน 6 แห่ง
3. พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 ได้ปรับปรุงรูปแบบการบริหาร โดยให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มาจากการเลือกตั้ง
ที่มา : ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดสุโขทัย , 2541
การแบ่งเขตการปกครองของไทย
ประเทศไทย แบ่งปกครองออกเป็น 3 รูปแบบ คือ การปกครองส่วนกลาง การปกครองส่วนภูมิภาค และการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีการแบ่งออกเป็น 76 จังหวัด สำหรับการปกครองส่วนภูมิภาค และมีการปกครองส่วนท้องถิ่นอีกหลายแหล่ง เป็นต้นว่า กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ก่อนหน้าปี พ.ศ. 2515 กรุงเทพมหานครเคยเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองส่วนภูมิภาค
แต่ละจังหวัดแบ่งออกเป็นอำเภอ ปัจจุบันประเทศไทยมี 878 อำเภอ และ 50 เขตในกรุงเทพมหานคร แต่ละจังหวัดมีอำเภอเมือง ยกเว้นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีชื่อจังหวัดและชื่ออำเภอเมืองเหมือนกัน แต่ละอำเภอสามารถแบ่งออกได้เป็นตำบล ซึ่งมีระดับเทียบเท่ากับ "แขวง" ในกรุงเทพมหานคร แต่ละตำบลสามารถแบ่งออกเป็นหมู่บ้านซึ่งเป็นเขตการปกครองที่เล็กที่สุด
การปกครองส่วนท้องถิน
ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ
- การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป เป็นรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ทั่วประเทศทุกจังหวัด ได้แก่ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด
- การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีการบริหารจัดการไม่เหมือนกับรูปแบบทั่วไป ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา
การแบ่งเขตการปกครองอย่างไม่เป็นทางการ
กรุงเทพมหานครและจังหวัดอีก 5 จังหวัดซึ่งอยู่ติดกับกรุงเทพมหานคร หรือที่เรียกว่า "ปริมณฑล" มักเรียกรวมกันว่าเป็น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากเขตเมืองของกรุงเทพมหานครได้ขยายมาถึงพื้นที่ดังกล่าวแล้ว
การแบ่งภูมิภาคในประเทศไทยมีการจำกัดความที่แตกต่างกัน โดยการแบ่งอย่างเป็นทางการของราชบัณฑิตยสถานได้แบ่งภูมิภาคของไทยออกเป็น 6 ภาค
การแบ่งเขตการปกครองในอดีต
แผนที่มณฑลเทศาภิบาล พ.ศ. 2458 โดยมีเส้นแบ่งจังหวัดในปัจจุบันประกอบ
เริ่มต้นแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 มาจนถึง พ.ศ. 2475 ประเทศไทยเคยมีเขตการปกครองซึ่งเรียกว่า มณฑลเทศาภิบาล โดยมีพื้นที่ที่ใหญ่กว่ามณฑล เรียกว่า บริเวณจังหวัดแรก ๆ ของไทยเคยถูกเรียกว่า เมือง โดยได้มีการพัฒนามาจากนครรัฐในประวัติศาสตร์ มีทั้งเมืองซึ่งเป็นอิสระจากกรุงเทพมหานคร (หรือที่กลายมาเป็นจังหวัดในปัจจุบัน) เช่นเดียวกับเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองดูแลของเมืองใกล้เคียงที่มีอำนาจเหนือกว่า หรือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบรรณาการกึ่งเอกราช ในปี ค.ศ. 1906 เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงคำว่า "เมือง" ไปเป็น "จังหวัด" ก่อนที่จะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1916
หลังจากการยกเลิกมณฑล เขตการปกครองใหม่ที่ใช้แทนเรียกว่า ภาค ได้รับการจัดตั้งขึ้น ในตอนแรก ประเทศไทยได้แบ่งออกเป็น 4 ภาค โดยมีการเปลี่ยนแปลงโครงร่าง ในปี ค.ศ. 1951 ได้เพิ่มเป็น 9 ภาค และในปี ค.ศ. 1956 การแบ่งเขตการปกครองแบบนี้ก็ได้ถูกยกเลิกเช่นเดียวกัน
ในอดีต เทศบาลเคยถูกเรียกว่า สุขาภิบาล ซึ่งส่วนใหญ่มีหน้าที่เกี่ยวกับงานด้านสุขาภิบาล เช่น การกำจัดของเสีย สุขาภิบาลถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1898 และได้ถูกยกระดับเป็นเทศบาลตำบลทั้งหมดเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2542
จนกระทั่ง พ.ศ. 2550 กิ่งอำเภอถือว่าเป็นอำเภอประเภทพิเศษ ซึ่งบางส่วนยังคงเป็นส่วนหนึ่งของอีกอำเภอหนึ่ง โดยปกติแล้ว กิ่งอำเภอซึ่งได้รับการจัดตั้งใหม่มักจะได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นอำเภออย่างสมบูรณ์ภายในเวลาไม่กี่ปี เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 กิ่งอำเภอ 81 แห่งได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นอำเภอโดยสมบูรณ์ ถึงแม้ว่ากิ่งอำเภอหลายแห่งจะยังไม่ถึงเกณฑ์ของอำเภออย่างสมบูรณ์ในเวลานั้นก็ตาม
เวสต์มินสเตอร์ มหาวิหารแห่งประวัติศาสตร์และความผูกพัน
อีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์จะถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ของอังกฤษอีกคำรบหนึ่ง ในฐานะของสถานที่ประกอบพระราชพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียม องค์รัชทายาทลำดับที่ 2 ของประเทศ และสาวสามัญชน แคทเธอริน มิดเดิลตัน
นับเนื่องแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน มหาวิหารใจกลางกรุงลอนดอนแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญและความผูกพันกับสมาชิกในราชวงศ์อังกฤษในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา
อาคารโบสถ์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1245 ตามพระราชบัญชาของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 3 และนับเป็นสิ่งก่อสร้างตามสถาปัตยกรรมโกธิกที่สำคัญแห่งหนึ่งของอังกฤษ ในขณะเดียวกันเวสต์มินสเตอร์ก็เป็นสถานที่ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 ในปีในปี ค.ศ. 1066 จนกระทั่งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระประมุขของสหราชอาณาจักรองค์ปัจจุบันในปี ค.ศ. 1953
มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ หรือชื่อเต็มว่า The Collegiate Church of St Peter, Westminsterเป็นหนึ่งในศาสนสมบัติที่อยู่ภายใต้พระราชอำนาจขององค์พระประมุขของประเทศ (Royal Peculiar) โดยที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของบาทหลวงใดๆ และเป็นสถานที่ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกมาแล้วทั้งสิ้น 38 ครั้ง อีกทั้งยังใช้เป็นสถานที่ที่ฝังพระศพของกษัตริย์และสมเด็จพระราชินีของอังกฤษมาแล้ว 18 พระองค์
นอกจากนี้ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ยังเป็นที่พักพิงแหล่งสุดท้ายของร่างไร้วิญญาณของบุคคลสำคัญแห่งสหราชอาณาจักร อาทิ เซอร์ ไอแซค นิวตัน, ชาร์ลส ดิกเค่น, แซมวล จอห์นสัน, อัลเฟรด เทนนีสัน, เฮนรี เพอร์เซ็ล และทหารนิรนามที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นต้น รวมทั้งเป็นที่รวมของสิ่งก่อสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ที่สร้างคุณูปการให้ประเทศอย่าง เจน ออสติน, ชาร์ลส์ ดาร์วิน และอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่ดํารงตําแหน่งในช่วงสงครามอย่าง วินสตัน เชอร์ชิล
สำหรับเจ้าชายวิลเลียม ปฏิเสธไม่ได้ว่าพระองค์ทรงมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับมหาวิหารแห่งนี้ เนื่องด้วยเป็นสถานที่จัดพิธีพระศพของเจ้าหญิงไดอาน่า พระมารดาในปี ค.ศ. 1997 หลังจากที่สิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่กรุงปารีส
ในขณะเดียวกัน องค์รัชทายาทพระองค์นี้ก็ทรงเลือกที่จะไม่ประกอบพระราชพิธีเสกสมรสที่มหาวิหารเซนต์พอล ที่ซึ่งพระบิดาและพระมารดาของพระองค์ทรงอภิเษกสมรส ราวกับในเทพนิยายเมื่อปี ค.ศ. 1981
อย่างไรก็ดี มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ก็เคยบันทึกความรักของคู่สมรสซึ่งเป็นสมาชิกราชวงศ์คู่อื่นๆ มาก่อน รวมถึงเจ้าหญิงเอลิซาเบธ (ภายหลังคือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2) ซึ่งอภิเษกสมรสกับ ฟิลลิป เม้าท์แบตเทิน (ภายหลังคือเจ้าชายฟิลลิป ดยุคแห่งเอดินเบอระ) ในปี ค.ศ. 1947 และพระราชบิดาและพระราชมารดาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งก็คือ เจ้าชายอัลเบิร์ต ซึ่งภายหลังคือพระเจ้าจอร์จที่ 6 กับเอลิซาเบธ บาวส์-ลียง ในปี ค.ศ. 1923
แต่ก็ใช่ว่าสมาชิกราชวงศ์คู่ที่เข้าพิธีอภิเษกสมรสที่มหาวิหารแห่งนี้จะครองคู่กันรอดกันจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรเสมอไป อย่างเจ้าหญิงมากาเร็ต พระขนิษฐาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และลูกๆ ของพระองค์ คือ เจ้าหญิงแอนน์และเจ้าชายแอนดรูว์ก็จบชีวิตคู่ด้วยการหย่าร้าง
ถึงแม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับราชวงศ์มาตั้งแต่อดีต มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์แห่งนี้ก็ยังคงเปิดต้อนรับบุคคลทั่วไปและผู้มาเยือนจากต่างแดน เป็นทั้งศาสนสถานและแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของกรุงลอนดอน
นับเนื่องแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน มหาวิหารใจกลางกรุงลอนดอนแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญและความผูกพันกับสมาชิกในราชวงศ์อังกฤษในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา
อาคารโบสถ์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1245 ตามพระราชบัญชาของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 3 และนับเป็นสิ่งก่อสร้างตามสถาปัตยกรรมโกธิกที่สำคัญแห่งหนึ่งของอังกฤษ ในขณะเดียวกันเวสต์มินสเตอร์ก็เป็นสถานที่ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 ในปีในปี ค.ศ. 1066 จนกระทั่งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระประมุขของสหราชอาณาจักรองค์ปัจจุบันในปี ค.ศ. 1953
มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ หรือชื่อเต็มว่า The Collegiate Church of St Peter, Westminsterเป็นหนึ่งในศาสนสมบัติที่อยู่ภายใต้พระราชอำนาจขององค์พระประมุขของประเทศ (Royal Peculiar) โดยที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของบาทหลวงใดๆ และเป็นสถานที่ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกมาแล้วทั้งสิ้น 38 ครั้ง อีกทั้งยังใช้เป็นสถานที่ที่ฝังพระศพของกษัตริย์และสมเด็จพระราชินีของอังกฤษมาแล้ว 18 พระองค์
นอกจากนี้ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ยังเป็นที่พักพิงแหล่งสุดท้ายของร่างไร้วิญญาณของบุคคลสำคัญแห่งสหราชอาณาจักร อาทิ เซอร์ ไอแซค นิวตัน, ชาร์ลส ดิกเค่น, แซมวล จอห์นสัน, อัลเฟรด เทนนีสัน, เฮนรี เพอร์เซ็ล และทหารนิรนามที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นต้น รวมทั้งเป็นที่รวมของสิ่งก่อสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ที่สร้างคุณูปการให้ประเทศอย่าง เจน ออสติน, ชาร์ลส์ ดาร์วิน และอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่ดํารงตําแหน่งในช่วงสงครามอย่าง วินสตัน เชอร์ชิล
สำหรับเจ้าชายวิลเลียม ปฏิเสธไม่ได้ว่าพระองค์ทรงมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับมหาวิหารแห่งนี้ เนื่องด้วยเป็นสถานที่จัดพิธีพระศพของเจ้าหญิงไดอาน่า พระมารดาในปี ค.ศ. 1997 หลังจากที่สิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่กรุงปารีส
ในขณะเดียวกัน องค์รัชทายาทพระองค์นี้ก็ทรงเลือกที่จะไม่ประกอบพระราชพิธีเสกสมรสที่มหาวิหารเซนต์พอล ที่ซึ่งพระบิดาและพระมารดาของพระองค์ทรงอภิเษกสมรส ราวกับในเทพนิยายเมื่อปี ค.ศ. 1981
อย่างไรก็ดี มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ก็เคยบันทึกความรักของคู่สมรสซึ่งเป็นสมาชิกราชวงศ์คู่อื่นๆ มาก่อน รวมถึงเจ้าหญิงเอลิซาเบธ (ภายหลังคือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2) ซึ่งอภิเษกสมรสกับ ฟิลลิป เม้าท์แบตเทิน (ภายหลังคือเจ้าชายฟิลลิป ดยุคแห่งเอดินเบอระ) ในปี ค.ศ. 1947 และพระราชบิดาและพระราชมารดาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งก็คือ เจ้าชายอัลเบิร์ต ซึ่งภายหลังคือพระเจ้าจอร์จที่ 6 กับเอลิซาเบธ บาวส์-ลียง ในปี ค.ศ. 1923
แต่ก็ใช่ว่าสมาชิกราชวงศ์คู่ที่เข้าพิธีอภิเษกสมรสที่มหาวิหารแห่งนี้จะครองคู่กันรอดกันจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรเสมอไป อย่างเจ้าหญิงมากาเร็ต พระขนิษฐาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และลูกๆ ของพระองค์ คือ เจ้าหญิงแอนน์และเจ้าชายแอนดรูว์ก็จบชีวิตคู่ด้วยการหย่าร้าง
ถึงแม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับราชวงศ์มาตั้งแต่อดีต มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์แห่งนี้ก็ยังคงเปิดต้อนรับบุคคลทั่วไปและผู้มาเยือนจากต่างแดน เป็นทั้งศาสนสถานและแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของกรุงลอนดอน
กฎหมายแพ่ง
หลักวินิจฉัยคดีแพ่ง
1. ผู้สุจริตย่อมได้รับความคุ้มครอง
2. ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงต้องรับกรรม
3. เจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามทรัพย์ได้จากผู้ยึดถือและอยู่เหนือทรัพย์
4. เจ้าหนี้เท่านั้นที่จะบังคับหนี้ได้
5. ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
6. ผู้ละเมิดสิทธิของผู้อื่นต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
7. ผู้ไร้ความสามารถย่อมได้รับความคุ้มครอง
8. หลักแห่งความศักดิ์สิทธิแห่งเจตนา
9. ไม่มีนิติสัมพันธ์บังคับกันไม่ได้
1. ผู้สุจริตย่อมได้รับความคุ้มครอง
2. ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงต้องรับกรรม
3. เจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามทรัพย์ได้จากผู้ยึดถือและอยู่เหนือทรัพย์
4. เจ้าหนี้เท่านั้นที่จะบังคับหนี้ได้
5. ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
6. ผู้ละเมิดสิทธิของผู้อื่นต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
7. ผู้ไร้ความสามารถย่อมได้รับความคุ้มครอง
8. หลักแห่งความศักดิ์สิทธิแห่งเจตนา
9. ไม่มีนิติสัมพันธ์บังคับกันไม่ได้
ประวัติศาสตร์
Report this video as inappropriate
Please select the category that most closely reflects your concern about the video, so that we can review it and determine whether it violates our Community Guidelines or isn't appropriate for all viewers. Abusing this feature is also a violation of the Community Guidelines, so don't do it.
Please select the category that most closely reflects your concern about the video, so that we can review it and determine whether it violates our Community Guidelines or isn't appropriate for all viewers. Abusing this feature is also a violation of the Community Guidelines, so don't do it.
รูปแบบการปกครองของเมืองไทย
รูปแบบการปกครองของไทย

เมืองหลวง: กรุงเทพมหานคร
ภาษาราชการ: ภาษาไทย
รัฐบาล: ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญแบบรัฐสภา
- พระมหากษัตริย์: พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
- นายกรัฐมนตรี: สมชาย วงศ์สวัสดิ์
ประวัติศาสตร์
ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนาน นับแต่การล่มสลายของราชอาณาจักรขอม-จักรวรรดินครวัต นครธม เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13[1] และมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรโบราณหลายแห่ง เช่น อาณาจักรทวารวดี ศรีวิชัย ละโว้ เขมร ฯลฯ
ประวัติศาสตร์ไทยเริ่มเป็นรูปเป็นร่างใน พ.ศ. 1781 ตรงกับสมัยอาณาจักรสุโขทัย และสมัยอาณาจักรล้านนาแห่งภาคเหนือ กระทั่งอาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจลงในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ความรุ่งเรืองจึงปรากฏในอาณาจักรทางใต้คือกรุงศรีอยุธยาแทน ครั้นเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งที่สองใน พ.ศ. 2310 พระเจ้าตากสินจึงทรงย้ายราชธานีมาอยู่ที่กรุงธนบุรี อย่างไรก็ดี ในช่วงดังกล่าวประเทศไทยมีอาณาเขตไม่แน่ชัด
ภายหลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เมื่อพ.ศ. 2325 อาณาจักรสยามเริ่มมีความเป็นปึกแผ่น โดยได้มีการผนวกดินแดนบางส่วนของอาณาจักรล้านช้างเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ครั้นในรัชกาลที่ 5 จึงได้มีการผนวกเอาเมืองเชียงใหม่ หรืออาณาจักรล้านนา อันเป็นการผนวกดินแดนครั้งใหญ่ครั้งสุดท้าย
วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยแต่ก็ต้องรออีกถึงสี่สิบเอ็ดปีจึงจะได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2516 ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นมีเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยอีกสองครั้งคือ เหตุการณ์ 6 ตุลา และ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ล่าสุดได้เกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้งในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการ หลังจากได้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549
การปกครอง
เดิมประเทศไทยมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยาเป็นต้นมา จนกระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้กระทำรัฐประหาร ในสมัยรัชกาลที่ 7 และเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยเป็นสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ปัจจุบัน ประเทศไทยดำรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 แห่งราชอาณาจักรไทย
อำนาจนิติบัญญัติมีรัฐสภาซึ่งมีสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นองค์กรบริหารอำนาจ อำนาจบริหารมีนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ตามคำกราบบังคมทูลของประธานรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรีเป็นองค์กรบริหารอำนาจ และอำนาจตุลาการมีศาลซึ่งประกอบด้วยศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองเป็นองค์กรบริหารอำนาจ
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาควบคู่ไปกับระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ประมุขแห่งรัฐได้แก่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ประมุขแห่งอำนาจอธิปไตยทั้งสาม ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติมีนายชัย ชิดชอบในฐานะประธานรัฐสภาเป็นประมุข อำนาจบริหารมีนายสมัคร สุนทรเวชในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นประมุข และอำนาจตุลาการมีนายวิรัช ลิ้มวิชัยในฐานะประธานศาลฎีกาเป็นประมุข
การแบ่งเขตการปกครอง

สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
